บันทึกการเรียนรู้เรื่องการออกแบบระบบการเรียนการสอน
การออกแบบระบบการเรียนการสอน
“หลักการและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบการสอน”
ทฤษฎีกลุ่มเชื่อมโยงนิยม S-R Theories
ถือว่าการเรียนรู้เมื่อได้รับสิ่งเร้าที่ผู้สอนวางแผน เตรียมการ และนำเสนออย่างมีระบบ เพื่อให้ผู้เรียนตอบสนอง Response-R
แล้วได้รับการเสริมแรง (Reinforcement) ที่เหมาะสมในรูปคำชมและความพอใจที่เกิดแก่ผู้เรียน
ทฤษฎีกลุ่มประสบการณ์นิยม (Field theories/Gestalt)
ถือว่าการเรียนรู้เมื่อได้เห็นความจำเป็นที่จะเรียน มีโอกาสได้ลงมือปฏิบัติ
และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เมื่อนำทฤษฎีการเรียนรู้ทั้งสองกลุ่มมาประยุกต์จึงเกิดเงื่อนไข
4 ประการที่เอื้อต่อการเรียนรู้
ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง
(Constructionism)
เป็นทฤษฎีที่
Seymour Papert
ได้เริ่มพัฒนาขึ้นตั้งแต่ค.ศ.1960
โดยมีรากฐานมาจากทฤษฎี Constructivism
ของ Jean
Piaget นักจิตวิทยาชาวสวิตเซอร์แลนด์
(1896-1980) ที่ให้ความสำคัญด้านกระบวนการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก Piaget เชื่อว่า เด็กสามารถสร้างความรู้ขึ้นเองได้
โดยเด็กจะเป็นเสมือนนักทดลองรุ่นเยาว์ที่สร้างและทดสอบทฤษฎีที่เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ
อยู่ตลอดเวลา
ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง
(Constructionism)
การเรียนรู้โดยการปฏิบัติ
(Doing) หรือสร้าง (Making)
สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น (Papert,
1999) การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดีที่สุด
เมื่อผู้เรียนมีส่วนเกี่ยวข้องในการสร้างบางสิ่งบางอย่างที่สัมผัสได้และมีความหมายกับตนเอง
โดยผู้เรียนจะได้รับความรู้ไปด้วย
และความรู้ใหม่นี้จะช่วยให้เด็กนำไปสร้างสิ่งต่าง ๆ ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
และแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้อื่น ทำให้ความรู้เพิ่มพูนขึ้น
และกระบวนการนี้จะเป็นวงจรต่อเนื่องที่เสริมรับกันและกันภายในตนเอง
อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ทฤษฎีการเรียนรู้ของธอร์นไดค์ หรือทฤษฎีการเชื่อมโยง ของธอร์นไดค์ (Thorndike ‘s Connected Theory)
คือ “การลองผิดลองถูก”
(Trial and Error)
เป็นกฎเกี่ยวกับการเรียนรู้ 3
ข้อ คือ
1.
กฎแห่งความพร้อม (Law
of Readiness)
2.
กฎแห่งผล (Law
of Effect)
3.
กฎแห่งการฝึกหัด (Law
of Exercise)
เป็นกระบวนการของการสะสมความรู้ที่เกิดจากการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนอง
ซึ่งจำเป็นต้องมีการเสนอสิ่งเร้า การสังเกตการตอบสนอง
การสร้างแรงจูงใจซึ่งนับว่ามีความสำคัญ
เพราะจะทำให้ผู้เรียนเกิดความพอใจเมื่อเขาได้รับสิ่งที่ต้องการหรือรางวัล
ธอร์นไดค์
มักจะเน้นอยู่เสมอว่า
การสอนในชั้นเรียนนั้นจะต้องกำหนดจุดมุ่งหมายให้ชัดเจน
และควรเป็นจุดมุ่งหมายที่สังเกตการตอบสนองได้
ทฤษฎีการเชื่อมโยงความรู้
(Connectivism)
Connectivism
เป็นทฤษฎีการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล เกิดจากความก้าวหน้าของอินเทอร์เน็ต
ซึ่งเน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต ช่วยตอบสนองและเสริมทฤษฎีการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในช่วงที่การเรียนรู้นั้นยังไม่เกิดผลกระทบจากเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล
ทฤษฎีนี้มีความเชื่อว่าการเรียนรู้มีการเลื่อนไหลไม่หยุดนิ่ง
ความรู้ต่างๆ เกิดขึ้นทุกเวลานาที นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆอย่างรวดเร็ว
ที่ล้วนกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของคนเรา
อีกทั้งยังเปลี่ยนแปลงทิศทางการเรียนรู้ด้วย
การออกแบบการสอน (Instruction Design) เป็นกิจกรรมหนึ่งของ
การจัดระบบการศึกษา (Systems Approach in
Educational)
การออกแบบการสอนเป็นหลักประกันว่า
ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ของทุกรูปแบบการเรียนการสอน
ทั้งการสอนในชั้นเรียนปกติ การสอนทางไกล และการสอนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
แนวความคิดของกาเย่ ยึดหลักการนำเสนอเนื้อหา
และกิจกรรมการเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์
ได้แก่
1. เร่งเร้าความสนใจ (Gain Attention)
2. บอกวัตถุประสงค์ (Specify Objective)
3. ทบทวนความรู้เดิม (Activate Prior Knowledge)
4. นำเสนอเนื้อหาใหม่ (Present New Information)
5. ชี้แนะแนวทางการเรียนรู้ (Guide Learning)
6. กระตุ้นการตอบสนองบทเรียน (Elicit Response)
7. ให้ข้อมูลย้อนกลับ (Provide Feedback)
8. ทดสอบความรู้ใหม่ (Assess Performance)
9.
สรุปและนำไปใช้ (Review and Transfer)
รูปแบบการออกแบบการสอนของ Seels (1990) มีชื่อว่า
Generic ID Model หรือ ADDIE Model
Seels
ได้แบ่งขั้นตอนในการออกแบบเป็นขั้นตอนหลัก
5 ขั้นตอนดังนี้
1. การวิเคราะห์
(Analysis)
2. การออกแบบ
(Design)
3. การพัฒนา
(Development)
4. การนำไปทดลองใช้ (Implement)
5. การประเมินผลหรือการควบคุม
(Evaluation of Control)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น